← บทความทั้งหมด

STRATEGIC CFO / CASH FLOW & WORKING CAPITAL

กำไรอยู่ในงบ แต่เงินสดอยู่ที่ไหน? อ่านธุรกิจผ่านวงจรเงินสด

ใช้ Cash Conversion Cycle (CCC) ค้นว่าเงินติดอยู่ตรงไหน แล้วเปลี่ยนวันของลูกหนี้ สินค้า และเจ้าหนี้เป็นการตัดสินใจและแผนเงินสด

ยอดขายเพิ่ม กำไรดี แต่วันจ่ายเงินเดือนหรือจ่ายคู่ค้ามาถึงก่อนเงินจากลูกค้า นี่คือความกังวลที่ผู้บริหารจำนวนมากรู้สึกได้ แต่ยังอธิบายเป็นตัวเลขไม่ได้ เงินอาจค้างอยู่ในสินค้าที่ผลิตแล้วขายช้า หรือขายได้แล้วแต่ยังวางบิลไม่ครบและเก็บหนี้ไม่ทัน

Cash Conversion Cycle หรือ CCC ช่วยวัดระยะเวลาที่เงินผูกอยู่ในวงจรการค้าโดยประมาณ ตั้งแต่จ่ายให้ผู้ขายจนเก็บเงินจากลูกค้าได้ เครื่องมือนี้ทำให้ทีมขาย จัดซื้อ คลังสินค้า และการเงินคุยกันด้วยเหตุปัจจัยเดียวกันว่า ใครทำให้เงินเข้าช้า ใครช่วยให้เงินกลับมาเร็ว และการเติบโตต้องสำรองเงินหมุนเวียนเพิ่มเพียงใด

สามช่วงเวลาที่ผู้บริหารควรมองเห็น

CCC = DIO + DSO − DPO หน่วยเป็นวัน; ใช้ตัวเลขในช่วงเวลาเดียวกันและยอดคงเหลือเฉลี่ยต้นงวด–ปลายงวดเป็นจุดเริ่มต้น

ตัวขับเคลื่อนวิธีประมาณคำถามบริหาร
DIO · วันเก็บสินค้าสินค้าเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย × จำนวนวันวัตถุดิบ งานระหว่างทำ หรือสินค้าสำเร็จรูปใดกินเงินนาน?
DSO · วันเก็บลูกหนี้ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ยอดขายเชื่อ × จำนวนวันขายแล้วกี่วันจึงออกใบแจ้งหนี้ และเก็บเงินได้จริงเมื่อใด?
DPO · วันจ่ายเจ้าหนี้เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ยอดซื้อเชื่อ × จำนวนวันกำหนดจ่ายจริงสอดคล้องกับสัญญาและเงินรับหรือไม่?

หากไม่มียอดซื้อเชื่อที่น่าเชื่อถือ อาจใช้ต้นทุนขายแทนสำหรับ DPO โดยระบุว่าเป็นค่าประมาณ; ยอดขายรวมแทนยอดขายเชื่ออาจทำให้ DSO บิดเบือน โดยเฉพาะธุรกิจรับเงินสดมาก เลือก 30/31 วันสำหรับรายเดือน หรือ 365 วันสำหรับรายปีให้สอดคล้องกัน

ตัวอย่าง: กำไรเกิดแล้ว แต่เงินต้องรอ 75 วัน

60 วันสินค้าอยู่ในคลัง
45 วันรอเก็บเงินลูกค้า
30 วันเครดิตจากผู้ขาย
60 + 45 − 30 = 75 วันตัวเลขสมมตินี้แปลว่าเงินผูกอยู่ในวงจรการค้าโดยประมาณ 75 วัน มิใช่คำทำนายว่าวันที่ 75 เงินทุกบาทจะเข้าบัญชี หากยอดขายเชื่อปีละ 365 ล้านบาท และลด DSO ได้จริง 10 วัน เงินที่ผูกในลูกหนี้อาจลดลงราว 10 ล้านบาท (365 ÷ 365 × 10) ภายใต้ยอดขายและเงื่อนไขอื่นคงเดิม

จากตัวเลขสู่การบริหาร: 5 ขั้นตอน

  1. 01

    รวบรวม

    ดึงยอดขายเชื่อ ต้นทุนขาย ยอดซื้อเชื่อ และยอดลูกหนี้ สินค้า เจ้าหนี้ต้นงวด–ปลายงวด พร้อมตารางอายุหนี้ สินค้าค้าง และกำหนดชำระจริง

  2. 02

    คำนวณ

    คำนวณ DIO, DSO, DPO และ CCC รายเดือน แยกธุรกิจ ลูกค้า กลุ่มสินค้า และผู้ขายเมื่อข้อมูลเพียงพอ; ทบทวนฤดูกาลและยอดคงเหลือผิดปกติ

  3. 03

    หาสาเหตุ

    เปรียบเทียบเครดิตเทอมตามสัญญากับวันที่รับ–จ่ายเงินจริง แยกปัญหาออกใบแจ้งหนี้ช้า ข้อโต้แย้ง หนี้ค้าง สินค้าไม่หมุน และรอบจัดซื้อ

  4. 04

    ลงมือ

    กำหนดเจ้าของงาน: ฝ่ายขายและ AR เร่งวางบิลและติดตามเก็บ; คลัง/ผลิตลดสินค้าเกิน; จัดซื้อเจรจาเงื่อนไขที่คู่ค้ารับได้; CFO ประเมินต้นทุนและผลกระทบ

  5. 05

    พยากรณ์และติดตาม

    นำสมมติฐานใหม่ไปปรับวันรับเงิน วันซื้อ/จ่าย และยอดสินค้าคงเหลือในประมาณการเงินสด เปรียบเทียบกับเงินจริงทุกสัปดาห์และทบทวน CCC รายเดือน

CCC ช่วย Cash Flow Forecast อย่างไร

ใช้ DSO ตั้งสมมติฐานเวลารับเงินจากยอดขายเชื่อ ใช้ DIO วางแผนซื้อและสินค้าที่ต้องถือ และใช้ DPO กำหนดจังหวะจ่ายค่าสินค้า จากนั้นแปลงเป็นตารางรับ–จ่ายตามวันครบกำหนดจริง รวมเงินเดือน ภาษี ดอกเบี้ย เงินลงทุน และเงินกู้ เพื่อหายอดเงินสดต้นงวด + รับ − จ่าย = ปลายงวด พร้อมทดสอบกรณีลูกค้าจ่ายช้า/ยอดขายเร่งขึ้น

สิ่งที่ต้องอ่านประกอบก่อนตัดสินใจ

อย่าตั้งเป้า “CCC ต้องติดลบ” ให้ทุกธุรกิจ หรือเพิ่ม DPO ด้วยการจ่ายเกินกำหนด เพราะอาจเสียส่วนลด ความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องของสินค้า ธุรกิจบริการหรือโครงการที่มีเงินรับล่วงหน้า งานระหว่างทำ และต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในต้นทุนขาย ต้องปรับนิยามให้ตรงกับโมเดลธุรกิจ เปรียบเทียบกับอดีตและธุรกิจที่ใกล้เคียง พร้อมดูอายุหนี้ ความแม่นยำของงบ และความต้องการเงินสดส่วนอื่น

แนวคิดสำหรับนำไปใช้

วัด DIO + DSO − DPO → แยกสาเหตุรายลูกค้า/สินค้า/ผู้ขาย → กำหนดงานแก้และเจ้าของงาน → ปรับประมาณการเงินสด → ติดตามผลจริง

← บทความทั้งหมด

DHISORA ADVISORY

ปัญหาธุรกิจครั้งต่อไป อาจต้องการระบบที่ดีกว่าเดิม

เริ่มจากสถานการณ์และคำถามที่ฝ่ายบริหารต้องตอบ